ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
สารบัญ
ประพจน์
ประพจน์ (Proposition (Statement)) หมายถึงประโยค (Sentence) ที่สามารถบอกได้ว่าเป็นจริง (True, T) หรือเท็จ (False, F) อย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น
- วันนี้ฝนตก
- กางเกงตัวนี้สีแดง
- แมวเป็นสัตว์ปีก
- 5+3=8
- 7−1=−6
สำหรับประโยคที่ไม่เป็นประพจน์ เช่น
- กินข้าวหรือยัง
- วันนี้ฝนไม่ตกใช่หรือไม่
- อย่าเดินลัดสนาม
- x+5=2
- 6×7
ประพจน์ที่ได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้นั้นเป็นประพจน์ย่อย
ประพจน์ย่อย (Atomic proposition) คือ ประพจน์ที่ไม่ประกอบด้วยตัวเชื่อมประพจน์ใด ๆ
ประพจน์ที่มีค่าความจริงที่เป็น จริง แทนด้วย T
ประพจน์ที่มีค่าความจริงที่เป็น เท็จ แทนด้วย F
ประพจน์ประกอบและตัวเชื่อมประพจน์
ประพจน์ประกอบ (Compound proposition) หมายถึงประพจน์ที่เกิดจากการประสมด้วยตัวเชื่อมประพจน์ (Connective) ซึ่งในพื้นฐานมีอยู่ 5 ตัว ได้แก่
นิเสธ (Negation) [NOT]
เป็นตัวเชื่อมประพจน์เดี่ยวที่ทำให้ค่าความจริงเป็นตรงข้าม
กำหนดให้ p เป็นประพจน์
ประพจน์นิเสธของ p แทนด้วย ∼p หรือ ¬p
ตารางต่อไปนี้ เรียกว่า ตารางค่าความจริง (Truth table) ใช้สำหรับแสดงค่าความจริงของประพจน์
| p | ¬p |
|---|
| T | F |
| F | T |
ตัวร่วม (และ) (Conjunction) [AND]
เป็นตัวเชื่อมสองประพจน์ ที่จะให้ค่าความจริงเป็นจริง เมื่อทั้งสองประพจน์มีค่าความจริงเป็นจริง
กำหนดให้ p และ q เป็นประพจน์
ประพจน์ร่วมของ p และ q แทนด้วย p∧q
| p | q | p∧q |
|---|
| T | T | T |
| T | F | F |
| F | T | F |
| F | F | F |
ตัวเลือก (หรือ) (Disjunction) [OR]
เป็นตัวเชื่อมสองประพจน์ ที่จะให้ค่าความจริงเป็นจริง เมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งประพจน์มีค่าความจริงเป็นจริง
กำหนดให้ p และ q เป็นประพจน์
ประพจน์เลือกของ p และ q แทนด้วย p∨q
| p | q | p∨q |
|---|
| T | T | T |
| T | F | T |
| F | T | T |
| F | F | F |
ตัวตาม (ถ้า-แล้ว) (Implication) [IF-THEN]
เป็นตัวเชื่อมสองประพจน์ ที่เราจะเรียกประพจน์นำว่า เหตุ (Antecedent) และเรียกประพจน์ตามว่า ผล (Consequent) โดยจะให้ค่าความจริงเป็นจริง เมื่อเหตุเป็นเท็จ หรือผลเป็นจริง
ประพจน์ตามของ p และ q แทนด้วย p→q
| p | q | p→q |
|---|
| T | T | T |
| T | F | F |
| F | T | T |
| F | F | T |
ตัวสมมูล (ก็ต่อเมื่อ) (Biconditional) [IFF]
เป็นตัวเชื่อมสองประพจน์ ที่จะให้ค่าความจริงเป็นจริง เมื่อทั้งสองประพจน์มีค่าความจริงเดียวกัน
ประพจน์สมมูลของ p และ q แทนด้วย p↔q
| p | q | p↔q |
|---|
| T | T | T |
| T | F | F |
| F | T | F |
| F | F | T |
ตารางค่าความจริงของตัวเชื่อมประพจน์ต่าง ๆ
| p | q | ¬p | p∧q | p∨q | p→q | p↔q |
|---|
| T | T | F | T | T | T | T |
| T | F | F | F | T | F | F |
| F | T | T | F | T | T | F |
| F | F | T | F | F | T | T |
การสมมูลกันของประพจน์
กำหนดให้ p,q เป็นประพจน์
ประพจน์ p สมมูล (Equivalence) กับประพจน์ q ก็ต่อเมื่อทั้งสองประพจน์มีค่าความจริงเหมือนกันทุกกรณี แทนด้วย p≡q
สมบัติของการสมมูล
กำหนดให้ p,q,r เป็นประพจน์
สมบัติการสะท้อน
p≡p
สมบัติการสมมาตร
ถ้า p≡q แล้ว q≡p
สมบัติการถ่ายทอด
ถ้า p≡q และ q≡r แล้ว p≡r
ถ้า q เป็นประพจน์ที่สมมูลกับ p แล้วจะเรียก ¬q ว่าเป็นประพจน์นิเสธของ p
กฏการสมมูลที่ควรทราบ
| ชื่อกฎ | ประพจน์ |
|---|
| Identity Law | p∧T≡p p∨F≡p |
| Domination Law | p∧F≡F p∨T≡T |
| Negations Law | p∧¬p≡F p∨¬p≡T |
| Double Negation Law | ¬(¬p)≡p |
| Idempotent Law | p∧p≡p p∨p≡p |
| Commutative Law | p∧q≡q∧p p∨q≡q∨p |
| Associative Law | (p∧q)∧r≡p∧(q∧r) (p∨q)∨r≡p∨(q∨r) |
| Distributive Law | (p∧q)∨r≡(p∨r)∧(q∨r) (p∨q)∧r≡(p∧r)∨(q∧r) |
| De Morgan's Law | ¬(p∧q)≡¬p∨¬q ¬(p∨q)≡¬p∧¬q |
| Absorption Law | p∧(p∨q)≡p p∨(p∧q)≡p |
| Implication Law | p→q≡¬p∨q |
| Negation of Implication | ¬(p→q)≡p∧¬q |
| Contrapositive Law | p→q≡¬q→¬p |
| Distributive of Implication | (p→q)∧(p→r)≡p→(q∧r) (p→q)∨(p→r)≡p→(q∨r) (p→r)∧(q→r)≡(p∨q)→r (p→r)∨(q→r)≡(p∧q)→r |
| Biconditional | p↔q≡(p→q)∧(q→p) p↔q≡¬p↔¬q p↔q≡(p∧r)∨(¬p∧¬q) |
| Negation of Biconditional | ¬(p↔q)≡¬p↔q≡p↔¬q |
สำหรับประพจน์ที่ซับซ้อนขึ้น เราสามารถแปลงรูปประพจน์ให้เป็นประพจน์ที่สมมูลกันได้ จนกว่าจะได้รูปที่สมมูลที่รู้จัก หรือสามารถใช้ตารางค่าความจริงเพื่อหาการสมมูลกันได้เช่นกัน
สัจนิรันดร์
สัจนิรันดร์ (Tautology) หมายถึง ประพจน์ที่มีค่าความจริงที่เป็นจริงทุกกรณี
การตรวจสอบสัจนิรันดร์ มีเทคนิคการตรวจสอบ ดังนี้
- สร้างตารางค่าความจริง : โดยตรวจสอบว่าประพจน์มีค่าความจริงเป็นจริงทุกกรณี
- ใช้การสมมูล : บางประพจน์สมมูลกับ T สามารถจัดรูปประพจน์ให้สอดคล้องกับกฎการสมมูลหรือรูปแบบที่ทราบว่าเป็นสัจนิรันดร์แน่แล้ว เช่น
- p∨T
- p∨¬p
- p→T
- F→q
- ใช้การหาข้อขัดแย้ง : บางประพจน์สมมูลกับ F หากเราสามารถหาข้อขัดแย้งว่าประพจน์นี้ไม่สมมูลกับ F เลยแม้แต่กรณีเดียว แล้วประพจน์จะถือเป็นสัจนิรันดร์ หรือในทางกลับกัน หากเราพบว่าประพจน์ไม่เกิดข้อขัดแย้ง แม้เพียงหนึ่งกรณี แล้วประพจน์นั้นจะไม่เป็นสัจนิรันดร์
ตัวอย่าง จงพิสูจน์ว่า p∨¬p เป็นสัจนิรันดร์
| p | ¬p | p∨¬p |
|---|
| T | F | T |
| F | T | T |
จากตาราง จะพบว่า p∨¬p เป็นจริงทุกกรณี
ดังนั้น p∨¬p เป็นสัจนิรันดร์
ตัวอย่าง จงตรวจสอบว่า (p∨¬p)→q เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
เราทราบดีว่า p∨¬p เป็นสัจนิรันดร์
ทำให้สามารถย่อรูปได้เป็น T→q
| q | T→q |
|---|
| T | T |
| F | F |
จากตาราง มีบางกรณีทำให้ T→q เมื่อเหตุเป็นเท็จ
ดังนั้น (p∨¬p)→q ไม่เป็นสัจนิรันดร์
ตัวอย่าง จงตรวจสอบว่า (p→q)∨¬q เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
| p | q | p→q | ¬q | (p→q)∨¬p |
|---|
| T | T | T | F | T |
| T | F | F | T | T |
| F | T | T | F | T |
| F | F | T | T | T |
จากตาราง จะพบว่า (p→q)∨¬q เป็นจริงทุกกรณี
(p→q)∨¬q≡(¬p∨q)∨¬q≡¬p∨(q∨¬q)≡¬p∨T≡T
จะเห็นว่า (p→q)∨¬q สมมูลกับประพจน์สัจนิรันดร์ (T)
สมมติให้ประพจน์ (p→q)∨¬q เป็นเท็จ
เราทราบว่า (p→q)∨¬p เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ p→q เป็นเท็จ และ ¬q เป็นเท็จเพียงกรณีเดียว
จากประพจน์หน้า เราทราบว่า p→q เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ p เป็นจริง และ q เป็นเท็จเพียงกรณีเดียว
ทำให้ได้ p≡T และ q≡F
จากประพจน์หลัง เราทราบว่า ¬q เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ q เป็นจริงเพียงกรณีเดียว
ทำให้ได้ q≡T
จะเห็นว่า q เกิดความขัดแย้งในกรณีนี้ และเป็นกรณีเดียวที่ทำให้เกิดค่าเท็จได้
สรุปได้ว่า (p→q)∨¬p เป็นสัจนิรันดร์
ดังนั้น (p→q)∨¬p เป็นสัจนิรันดร์
ตัวอย่าง จงตรวจสอบว่า (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
| p | q | r | p→q | ¬q | r→¬q | (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r |
|---|
| T | T | T | T | F | F | F |
| T | T | F | T | F | T | F |
| T | F | T | F | T | T | F |
| T | F | F | F | T | T | F |
| F | T | T | T | F | F | F |
| F | T | F | T | F | T | F |
| F | F | T | T | T | T | F |
| F | F | F | T | T | T | F |
จากตาราง จะพบว่า (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r เป็นเท็จทุกกรณี
(p→q)∧(r→¬q)∧p∧r≡(¬p∨q)∧(r→¬q)∧p∧r≡[(¬p∨q)∧p]∧(r→¬q)∧r≡[(¬p∧p)∨(q∧p)]∧(r→¬q)∧r≡[F∨(q∧p)]∧(r→¬q)∧r≡q∧p∧(r→¬q)∧r≡q∧p∧(¬r∨¬q)∧r≡q∧p∧[(¬r∨¬q)∧r]≡q∧p∧[(¬r∧r)∨(¬q∧r)]≡q∧p∧[F∨(¬q∧r)]≡q∧p∧¬q∧r≡q∧¬q∧p∧r≡F∧p∧r≡F∧r≡F
จะเห็นว่า (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r สมมูลกับประพจน์ขัดแย้ง (F)
สมมติให้ประพจน์ (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r เป็นเท็จ
เราทราบว่า (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ (p→q) หรือ (r→¬q) หรือ p หรือ r เป็นเท็จอย่างน้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง
สมมติให้ประพจน์ r เป็นเท็จ
ทำให้ได้ (p→q)∧(r→¬q)∧p∧F≡F
จะเห็นว่าไม่เกิดการขัดแย้งในกรณี r เป็นเท็จ
สรุปได้ว่า (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r ไม่เป็นสัจนิรันดร์
ดังนั้น (p→q)∧(r→¬q)∧p∧r ไม่เป็นสัจนิรันดร์
ประพจน์ที่มีค่าความจริงที่เป็นเท็จทุกกรณี จะเรียกว่าข้อขัดแย้ง (Contradiction)
การอ้างเหตุผล
การอ้างเหตุผล (Argument) หมายถึง การสรุปผลจากเหตุที่ให้มา
กำหนดให้ p1,p2,p3,...,pn เป็นเหตุ และ q เป็นผล เขียนเป็นรูปสัญลักษณ์ของประพจน์ได้เป็น
(p1∧p2∧p3∧...∧pn)→q
การตรวจสอบการอ้างเหตุผลมีบทสรุปอยู่สองแบบ ได้แก่ สมเหตุสมผล (Valid) และไม่สมเหตุสมผล (Invalid)
การตรวจสอบการอ้างเหตุผลสมเหตุสมผล ถ้าประพจน์ (p1∧p2∧p3∧...∧pn)→q เป็นสัจนิรันดร์
การตรวจสอบการอ้างเหตุผลไม่สมเหตุสมผล ถ้าประพจน์ (p1∧p2∧p3∧...∧pn)→q ไม่เป็นสัจนิรันดร์
เราสามารถหาสัจนิรันดร์ได้ดังวิธีที่เคยได้กล่าวไว้ เช่น ใช้ตารางค่าความจริง หรือหาข้อขัดแย้ง
หรือสามารถใช้ กฎการอนุมาน (Rule of Inference) เพื่อช่วยในการตรวจสอบการอ้างเหตุผล
| ชื่อกฎ | เหตุ | ผล |
|---|
| Modus ponens | p→q p | q |
| Modus tollens | p→q ¬q | ¬p |
| Hypothetical syllogism | p→q q→r | p→r |
| Disjunctive syllogism | p∨q ¬p | q |
| Conjunction | p q | p∧q |
| Simplification | p∧q | p |
| Addition | p | p∨q |
โดยเราจะพยายามจัดรูปเหตุให้อยู่ในรูปที่สมมูลที่รู้จัก หากรูปแบบตรงกับกฎใดกฏหนึ่ง ก็สามารถสรุปได้ว่าสมเหตุสมผล
ตัวบ่งปริมาณ
จากความหมายของประพจน์ เราทราบว่าประพจน์สามารถบอกได้เลยว่ามีค่าจริงหรือเท็จ แต่บางประโยคที่มีการแทนด้วย ตัวแปร (Variable) ซึ่งหากแทนค่าตัวแปรด้วยค่าบางค่าแล้วสามารถหาค่าความจริงได้ กล่าวคือเป็นประพจน์ ประโยคเหล่านั้น เรียกว่า ประโยคเปิด
ประโยคเปิด (Open sentence) หมายถึง ประโยคที่มีที่ตัวแปรอยู่ในประโยค ซึ่งแทนค่าตัวแปรแล้วกลายเป็นประพจน์ได้ มักแทนด้วยสัญลักษณ์ P(x)
ตัวอย่างเช่น
- แมวสีขาว
- a เป็นจำนวนเต็ม
- x+4=7
- x+y>0
ตัวบ่งปริมาณ (Quantifier) หมายถึง สิ่งที่ใช้บอกปริมาณของค่าตัวแปรในประโยคเปิด มีด้วยกันสองประเภท
กำหนดให้ x เป็นตัวแปร ของประโยคเปิด P(x)
- สำหรับ x ทุกตัว (For all) แทนด้วย ∀x[P(x)]
- สำหรับ x บางตัว (For some) แทนด้วย ∃x[P(x)]
เมื่อใช้ตัวบ่งปริมาณไปกับประโยคเปิด ประโยคใหม่ที่ได้จะกลายเป็นประพจน์
∀x[P(x)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x ทุกตัว ทำให้ P(x) เป็นจริง
∀x[P(x)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ มี x บางตัว ทำให้ P(x) เป็นเท็จ
∃x[P(x)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ มี x บางตัว ทำให้ P(x) เป็นจริง
∃x[P(x)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x ทุกตัว ทำให้ P(x) เป็นเท็จ
จำเป็นที่จะต้องกำหนดขอบเขตของตัวแปรตัวแปร x หรือเอกภพสัมพัทธ์สำหรับ x ด้วย ในที่นี้ การละไว้มักจะถือว่าเอกภพสัมพัทธ์เป็นจำนวนจริง
ประโยคเปิดที่มีตัวแปรมากกว่าหนึ่งตัว ก็มีความหมายในทางเดียวกันกับประโยคเปิดหนึ่งตัวแปร ในที่นี้ จะเสริมเรื่องค่าความจริงของประโยคเปิดสองตัวแปร
∀x∀y[P(x,y)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x และ y ทุกคู่ ทำให้ P(x,y) เป็นจริง
∀x∀y[P(x,y)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ มี x และ y บางคู่ ทำให้ P(x,y) เป็นเท็จ
∃x∃y[P(x,y)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ มี x และ y บางคู่ ทำให้ P(x,y) เป็นจริง
∃x∃y[P(x,y)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x และ y ทุกคู่ ทำให้ P(x,y) เป็นเท็จ
∃x∀y[P(x,y)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ ก็ต่อเมื่อ มี x บางตัว ที่ทำให้ P(x,y) เป็นจริง สำหรับ y ทุกตัว
∃x∀y[P(x,y)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x ทุกตัว มี y บางตัว ทำให้ P(x,y) เป็นเท็จ
∀x∃y[P(x,y)] เป็นจริง ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x ทุกตัว มี y บางตัว แล้วทำให้ P(x,y) เป็นจริง
∀x∃y[P(x,y)] เป็นเท็จ ก็ต่อเมื่อ มี x บางตัว ที่ทำให้ P(x,y) เป็นเท็จ สำหรับ y ทุกตัว
นิเสธของตัวบ่งปริมาณ ทำให้ตัวบ่งปริมาณเป็นตรงกันข้าม และประโยคเปิดจะใส่นิเสธ เช่น
¬∀x[P(x)]≡∃x[¬P(x)]
¬∀x∃y[P(x,y)]≡∃x∀y[¬P(x,y)]